จดหมายถึงคนบนฟ้า ...
ได้โปรดรับฟังเรื่องราวของฉันสักครั้ง
. . . . .
บ้านของเรามีกัน 5 คน
พ่อ
แม่
และลูกสาว
วันหนึ่งเราได้เสียเสาหลักของครอบครัวไป
มันเกิดขึ้นตั้งแต่ฉันยังเด็ก เสาหลักอันนั้นมันยังตั้งอยู่แต่ไม่มีใครซักคนที่คิดว่ามันคือเสาหลัก
คือที่พึ่งทางจิตใจอีกแล้ว
ฉันและพี่ คิดเพียงอย่างเดียว ถ้ามีเพียงแค่แม่ ที่เป็นเหมือนเตาผิงไฟในบ้าน
เราก็ไม่สนว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาเป็นเพียงความหวังและความอบอุ่นอันน้อยนิด
แต่มันช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน
ขอแค่เรามีกันและกัน ทุกปัญหามันจะก้าวผ่านไปได้
ฉันคิดว่าเราควรเป็นกำลังใจให้กันและกัน
ช่วยกันทำบ้านที่ไม่มีเสาให้กลับมาอบอุ่นได้เหมือนบ้านของคนอื่น
แต่แล้วในทุกๆวันฉันก็สังเกตุเห็นว่าเตาผิงไฟ ที่ฉันแอบอิงอยู่เสมอเวลาที่อ้างว้าง
หรือหนาวเหน็บ ไฟ..กำลังมอดลง ฉันพยายามทำให้ไฟยังคงลุกและให้ความอบอุ่นแก่บ้าน
แต่มันก็เหมือนแค่การหย่อนฟืนลงไเรื่อยๆ เพียงเพื่อรอวันที่ไฟนั้นดับลง
ฉันทั้งสงสารและรู้สึกเหมือนถูกอะไรกัดกินหัวใจเหลือเกิน
มือของฉัน มือของพี่
ต่างเป็นสีดำ และมีร่องรอยบาดแผล
จากการที่เราพยายามช่วยกันประคับประคองเตาผิงไฟให้ส่องสว่าง
ท่ามกลางความมืดมิดที่รายรอบ
เตาผิงไฟเองก็คงเก่าและรอวันแตก
บ้านของเรา ที่พยายามประคับประคองกันมา
เหนื่อยหนักหนาแล้วใช่มั้ย
ฉันเห็นทุกวันนี้ไฟมันเริ่มอ่อนลงเรื่อย
จนบางครั้งควันดำขึ้นและเริ่มมีขี้เถ้าเลอะเทอะ ออกมานอกเตามากมาย
เตาผิงไฟบอกกับฉันเสมอว่า เค้าอยากจะดับลงเสมอในทุกๆวัน
แต่เพื่อส่องสว่างให้แก่เด็กทั้ง 3 คนนั้น
เค้ายังคงต้องประคับประคองมันต่อไป
ทุกวันที่ฉันร้องไห้อยู่อย่างเงียบๆในจิตใจของตัวเอง
ฉันสะกดมันอยู่ข้างในอย่างนี้มานานแค่ไหนแล้ว
ถึงแม้ตามตัวของฉันมันจะมีแผล รอยขีดข่วน
เล็บมือที่ดำ ไปด้วยถ่านและขี้เถ้า
ฉันก็ยังไม่เคยจะคิดที่จะล้างมือ
ฉันสงสารทั้งเตาผิงไฟและตัวฉันเอง
ที่แม้ว่าจะนานเท่าไหร่ ทำไมฉันก็ยังไม่สามารถทำให้ไฟนั้นลุกสว่าง
สร้างความอบอุ่นให้แก่บ้านได้
น้ำตาฉันยังคงไหลในใจไม่เคยหยุด
ตอนนี้ฉันยังไม่ใช่เตาผิงไฟ ฉันควรจะทำอย่างไร
ทุกครั้งที่ออกไปข้างนอกบ้านมันช่างหนาวเหน็บ
แม้วันนั้นเป็นวันที่อากาศร้อนมาก ฉันก็ยังยืนสั่นอยู่เพียงลำพัง
ฉันไม่กล้าสู้แสงแดด สู้พระอาทิตย์มานานแค่ไหนแล้ว
เมื่อฉันออกไปวิ่งเล่น ไปหาเรื่องอะไรทำเพื่อเป็นการผ่อนความทุกข์ที่อยู่ภายในใจ
ทุกครั้งที่ฉันยิ้มและหัวเราะไปกับคนรอบข้างนั้น
จิตใจฉันมันไม่เคยแห้งเหือดไปจากน้ำตา ...
ยังคงเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ
จะให้หัวใจฉันยิ้มได้อย่างไร
ในเมื่อเตาผิงไฟของฉันกำลังจะดับลง
เขากำลังร้องไห้ และแบกความทุกข์เอาไว้มากนัก
ฉันเคยตัดพ้อบางครั้งที่เตาผิงไฟพ่นเขม่าควันและขี้เถ้า
ออกมาถูกเราทั้ง 3 คน ฉันรู้ว่าเขาก็ไม่มีทางเลือก
ฉันมักจะรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็นทุกครั้งที่เขาอยากจะทิ้งขี้เถ้า
ให้ทับถมฟืนไฟอันน้อยนิด เขาอยากจะดับตัวลง และบอกกับฉัน
ฉันรู้ดีว่ามันเป็นเรื่องที่ทรมานมากแค่ไหน
ในใจของฉันและเขาต่างก็ร้องไห้
ฉันไม่รู้ควรจะทำอย่างไรดี
ฉันไม่ได้อยากให้บ้านเรามีเตาผิงไฟที่ใหญ่
มีเสาหลักของบ้างที่มั่นคง แบกรับบ้านที่ใหญ่โต สวยงาม
เป็นที่อิจฉาของใครๆ
ฉันขอแค่เตาผิงไฟที่ส่องสว่างในใจฉันและพวกเราก็นั่งล้อมวงรอบเตา
ยิ้มหัวเราะ เล่าถึงสิ่งที่เราได้ออกไปเจอมาภายนอกบ้าน
หัวใจที่ไม่เคยได้รับความสุขของฉันมันกำลังจะกลายเป็นเศษหินที่เย็นชา
และไม่มีชีวิตจิตใจ
ฉันไม่อยากเป็นแบบนั้น
ฉันอยากจะทำทุกทางให้พวกเราได้ยิ้ม ได้หัวเราะด้วยกันด้วยความสุขใจ
ภายในบ้านหลังเล็กๆของเรา เมื่อออกไปเจอโลกภายนอกก็จะมีแต่ความมั่นใจ
ว่าฉันมีกำลังใจ มีใครที่คอยแบ่งปันความรัก ความหวัง ความสุขรออยู่ที่บ้านแน่นอน
.
.
.
ตัวของฉันอยู่ได้ด้วยความรัก ความหวัง และกำลังใจ
ตอนนี้ฉันไม่มีมันเลยสักอย่าง
ฉันควรจะออกไปจากโลกใบนี้ดีไหม
หรือควรจะยืนหยัดอยู่ต่อไป แต่หาหนทางไม่เจอ
ทุกวันฉันไม่รู้จะก้าวเท้าออกจากไปเพื่อไปไหน ไปทำอะไร
จุดหมายของฉันมันอยู่ไหนกัน
แล้วสิ่งที่ฉันทำนั้นจะทำให้ก้อนหินที่เรียกว่าหัวใจ กลับมาเต้นได้อีกครั้งงั้นหรือ
แล้วบ้านเล็กๆของฉัน เตาผิงไฟ และพี่ๆ
ฉันอยากได้กำลังใจจากใครก็ได้ ที่สามารถหยิบยื่นให้กับฉัน
ช่วยบอกถึงจุดหมายในชีวิตบนโลกใบนี้แก่ฉัน
ได้โปรดหยิบยื่่นกำลังใจและความหมายของการมีชีวิตให้แก่ฉัน
ได้โปรด
ได้โปรด
.
.
.
ใครซักคนจากที่ไหน
ที่สามารถหยิบยื่นสิ่งเหล่านั้นให้กับฉัน
บุคคลที่ไขว่คว้าหาความรักและความหวัง
ฉัน ก้อนหิน